เสื่อม ซ่อมได้

เสื่อม ซ่อมได้
0 April 7, 2016

            “อายุเป็นเพียงตัวเลข” ใคร ๆ ก็อยากให้เป็นอย่างนั้นครับ แต่ทว่าความเป็นจริงมันมักจะไม่เป็นไปตามนั้นน่ะสิ เพราะตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมากลับมีความหมาย และเป็นความหมายที่เราไม่ต้องการเสียด้วย….. นั่นคือ อายุที่ผ่านไป มันกลับพัดพาเอาความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายเราออกไปด้วย มิหนำซ้ำยังแถมพกเอาความเสื่อม มาให้เราแทนที่เสียอีก

โรคภัยไข้เจ็บในปัจจุบัน เกินครึ่งค่อน มีรากเหง้ามาจากความเสื่อมของร่างกายทั้งนั้น เช่นโรคเบาหวานก็มีจุดเริ่มต้นจากความเสื่อมของตับอ่อน หรือความเสื่อมของตัวรับการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อน (insulin receptor) ซึ่งอยู่บนผนังเซลล์ของทุกเซลล์ ทำให้ฮอร์โมนอินซูลินไม่สามารถทำงานได้ จึงไม่สามารถพาน้ำตาลเข้าไปในเซลล์ ทำให้ร่างกายใช้น้ำตาลไม่ได้ น้ำตาลในเลือดจึงสูงขึ้น โรคหัวใจและหลอดเลือด เกือบทั้งหมดก็เกิดจากความเสื่อมของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเป็นปฐมมูล จากนั้นก็ค่อยส่งผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจตามมาในที่สุด โรคความเสื่อมทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นสมองเสื่อม ข้อเสื่อม เส้นเลือดหัวใจ เส้นเลือดสมองอุดตัน กระดูกพรุน กระดูกสันหลังเสื่อมจนปวดหลังเรื้อรัง ตับเสื่อม ไตเสื่อม ฯลฯ ในทางการแพทย์แผนหลัก ไม่มีวิธีรักษาที่ต้นเหตุครับ มีแต่การรักษาปลายเหตุ แต่พวกเราจะตั้งชื่อเพราะ ๆ ว่า การรักษาแนวประคับประคองและตามอาการ symptomatic and supportive เช่นปวดข้อก็ให้ยาแก้ปวด มึนศีรษะเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงไม่ได้ ก็ให้ยาแก้มึนศีรษะที่ออกฤทธิ์โดยการไปดับประสาทที่มีส่วนในการมึนเสีย เลือดหนืดไปก็ให้ยากันเลือดหนืด ฯลฯ โดยไม่สามารถล้วงลูกเข้าไปรักษาที่ต้นเหตุได้

 แม้กระทั่งโรคยอดฮิตอย่างเบาหวานหรือสมองเสื่อม ก็รักษาตามอาการเหมือนกัน คือ เบาหวานก็ให้ยาลดน้ำตาล แล้วก็ค่อยเพิ่มยาขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเอาไม่อยู่ก็ฉีดอินซูลิน ถ้าคุมอาหารคุมน้ำตาลได้ดี ก็ดีไป แต่ถ้าคุมไม่ดี ในที่สุดน้ำตาลก็จะเข้าไปเชื่อมเซลล์ต่างๆ กลายเป็นเซลล์แช่อิ่ม เคยกินมะม่วงแช่อิ่มไหมครับ มันกรอบดี หักแล้วขาดกลางดังกร๊อบ เซลล์ของเราก็เหมือนกัน จะสูญเสียความยืดหยุ่นไปหมด แล้วเซลล์ที่เสียก่อนเพื่อนก็คือเซลล์ผนังหลอดเลือด โดยเฉพาะหลอดเลือดฝอยเล็กๆ ต้องการความยืดหยุ่นมาก ความจริงที่คนส่วนมากไม่ค่อยรู้คือ หลอดเลือดฝอยเล็ก ๆ มีเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่าเม็ดเลือดเสียอีก แล้วทำไมเลือดจึงผ่านไปได้ คำตอบคือ เลือดต้องห่อตัวมันเองผ่านไป ร่วมกับการที่ผนังหลอดเลือดฝอยมีความยืดหยุ่นพอสมควร แต่พอเสียความยืดหยุ่นไปเลือดก็ผ่านไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นเลือดที่ถูกแช่อิ่มด้วยน้ำตาล (HbA1C) มันจะแข็งและห่อตัวมันเองไม่ได้ ก็จะอุดตันหลอดเลือดฝอย ที่จอตาเมื่อหลอดเลือดฝอยเล็ก ๆ ตันไป ก็จะถูกแรงดันเลือดดัน เกิดการสร้างเส้นเลือดฝอยใหม่ที่ไม่แข็งแรงและแตกง่าย พอแตกก็จะมีเลือดออกมา ในที่สุดจอตาก็เสื่อม อวัยวะต่างๆ ก็เช่นกัน เกิดการขาดเลือด ขาดอาหาร ของเสียสะสม สมองก็เลยเสื่อม ไตเสื่อม ตาเสื่อม หัวใจเสื่อม ฯลฯ เสื่อมหมด เซลล์ต่างๆ เหล่านั้นมันกลายสภาพเป็นเซลล์แช่อิ่ม จึงทำงานไม่ได้ ศัพท์แพทย์เรียกว่ามันถูก glycation ไป เรื่องนี้มีความสำคัญเพราะมันเป็นเหตุมูลฐานตัวการก่อโรคจากความเสื่อม ทั้งสมองเสื่อม ไตเสื่อม เบาหวาน ฯลฯ เป็นโอกาสที่เราจะได้หาทางไปแก้ที่ต้นเหตุ แทนที่จะรักษาแบบตามอาการไปเรื่อยๆ

ปัจจุบัน ในวงการแพทย์มีคนประเภทหนึ่ง ที่พยายามเอาชนะความเสื่อมที่ว่านี้ พวกเขาพากันตั้งศาสตร์นอกกรอบขึ้นมา เรียกชื่อว่า ศาสตร์แห่งการฟื้นฟูซ่อมแซมและสร้างใหม่ หรือ regenerative medicine แต่อย่าเพิ่งดีใจไปครับ การแพทย์ในแนว regenerative medicine ไม่ได้อยู่ในกระแสหลักครับ เพราะมันเติบโตและพัฒนามาจากการใช้เซลล์ซ่อมเซลล์ การซ่อมแซมโดยใช้อวัยวะรักษาอวัยวะ ซึ่งมีรากเหง้ากำเนิดขึ้นมาจากการแพทย์ดั้งเดิมของยุโรป โดยเฉพาะแถบเยอรมัน สวิส, ออสเตรีย, รัสเซีย, ยูเครน, ลัทเวีย, จอร์เจีย ฯลฯ ซึ่งในประเทศเยอรมันเอง จัดศาสตร์พวกนี้ให้อยู่ในหมวดหมู่การรักษาด้วยสิ่งที่เหมือนกัน หรือ โฮมีโอพาตี้ Homeopathy เช่นสมองเสื่อมก็สกัดเอาสมองหมูมารักษา ไตเสื่อมก็สกัดเอาไตวัวมารักษา ฟังดูแล้วบ้าดีพิลึก มันจะเป็นไปได้อย่างไร

ผมเองเป็นคนหนึ่งที่เพียรศึกษาการแพทย์นอกกรอบอย่างอื่นหลากหลาย และพอจะมีประสบการณ์กับมันมาเป็นเวลาสิบเจ็ดปี เหตุที่มาสนใจการแพทย์นอกโรงเรียนแพทย์ ก็เพราะเคยอยู่โรงพยาบาลใหญ่มาก่อน พบเห็นการดูแลผู้ป่วยจำนวนมาก โดยเฉพาะโรคจากความเสื่อม เราจะมาถึงทางตันได้ง่าย แล้วก็จะรักษาตามอาการไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนเราขาดอะไรไปบางอย่าง ทำไมการแพทย์ถึงตอบคำถามหลายอย่างไม่ได้ ในที่สุดต้องยอมรับว่ามีบางอย่างที่เรายังไม่รู้

         เสื่อม….. ซ่อมได้ จึงเป็นคำจำกัดความที่การแพทย์แบบแผนไม่รู้จักนักและเกิดความสงสัยค่อนข้างเยอะ แต่ในวงการฟื้นฟูเซลล์เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ คำอธิบายง่าย ๆ เรื่องของการฟื้นฟูเซลล์ด้วยเซลล์ก็คือ ในเซลล์ทุก ๆ เซลล์ จะมีเปปไทด์เฉพาะ ๆ อยู่ คนละเรื่องกับเปปไทด์ถั่วเหลืองที่โฆษณากัน นี้เป็นเปปไทด์จากเซลล์สัตว์ นักวิจัยพบว่า เปปไทด์จากเซลล์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแต่ละเซลล์ จะมีลักษณะเฉพาะ ๆ ที่เหมือนกัน ยกตัวอย่างง่าย ๆ ฮอร์โมนอินซูลินในม้า ก็เหมือนกับฮอร์โมนอินซูลินในคน แม้ว่าม้ากับคนจะไม่เหมือนกัน เปปไทด์จากเซลล์ตับของสัตว์ก็จะเหมือนเปปไทด์จากเซลล์ตับของคน จากอวัยวะไหน ๆ ก็เหมือนกันหมด นักวิจัยก็เลยลองเอาเปปไทด์สกัดจากสัตว์ ไปหยดในถาดเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของมนุษย์ แล้วก็พบว่ามันทำให้เซลล์เนื้อเยื่อมนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้นสามารถแบ่งตัวได้เพิ่มขึ้นอีก 25% พอทดลองเอาไปหยดในถาดเพาะเลี้ยงเซลล์มะเร็ง มันกลับกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งเกิดการตายหมู่ ทำให้ขนาดเซลล์มะเร็งลดลงไป

ปัจจุบันนี้จึงมีการสกัดเอาสารสำคัญในเซลล์ มาทำเป็นยาฉีดและยากินซ่อมแซมเซลล์ เป็นจุด ๆ ไป คือเซลล์ตับก็ซ่อมแซมตับอ่อน เซลล์ไตก็ซ่อมแซมไต เซลล์สมองก็ซ่อมแซมสมอง ฯลฯ ใช้กันแพร่หลายในยุโรปมานานหลายสิบปี โดยขึ้นทะเบียนเป็นยากลุ่มโฮมีโอพาตี้ มีทั้งที่ใช้รักษาความเสื่อมของร่างกาย และใช้รักษามะเร็งชนิดต่างๆ

สารสกัดจากเซลล์เหล่านั้น มันรู้ได้อย่างไรว่าจะต้องไปซ่อมแซมที่ไหน เรื่องนี้มีการศึกษากันมาแล้ว โดย ศ.น.พ. เจอร์เก้น ไซเฟิร์ท ได้ทำการศึกษาที่มหาวิทยาลัยคีล เยอรมันนี พบว่าเปปไทด์จากไหนก็จะไปที่นั่น เช่น จากสมองก็จะไปที่สมอง จากตับก็จะไปที่ตับ จากไตก็จะไปที่ไต ภายหลัง ศ.น.พ. กุนเธอร์ โบเบล รับทุนจากมหาวิทยาลัยร็อคกี้ เฟลเล่อร์ ค้นพบว่าเปปไทด์แต่ละชนิดจะมีรหัสสัญญาณเฉพาะ ที่จะเป็นตัวชี้ว่ามันควรจะเดินทางไปที่ไหน รหัสนี้เป็นลำดับกรดอมิโนเรียงต่อกันท้ายสายเปปไทด์ ทำหน้าที่คล้าย ๆ รหัสไปรษณีย์ที่จะช่วยให้ส่งจดหมายไปถึงจุดที่ต้องการ งานค้นคว้าชิ้นนี้ทำให้โบเบลได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปี 1999

          กล่าวโดยสรุปก็คือ เซลล์ซ่อมเซลล์ เป็นเรื่องที่มีหลักฐานยืนยัน มีงานวิจัยระดับรางวัลโนเบลช่วยอธิบายที่มาที่ไปของเรื่องนี้ได้ชัดขึ้น การศึกษาแนววิเคราะห์ (meta analysis) ช่วยบอกเราว่า ในโรคจากความเสื่อมที่หมดหนทางแล้ว เซลล์ซ่อมเซลล์อาจช่วยได้ มีสถิติโดยรวมคือ 67% ช่วยได้ และที่แตกต่างจากยาเคมีทั้งหลาย คือ ปราศจากผลข้างเคียงทั้งระยะสั้นและระยะยาว แต่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าซ่อมแซมเซลล์ไม่เหมือนรักษาตามอาการ ไม่สามารถดีขึ้นชั่วข้ามคืน ต้องใช้เวลาเป็นเดือน ๆ จึงจะรู้สึกผล

น.พ.ฉัตรชัย ศรีบัณฑิต

Posted in Seminar by wuttichai